บทความเพื่อสุขภาพ

มาทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้”

คือ โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือสารระคายเคือง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้ โรคชนิดนี้มักไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต แต่จะส่งผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือทำงาน

โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่าง คือ

- กรรมพันธุ์ กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ ถ้าพ่อ หรือแม่เป็น ลูกก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่ ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70 %

- สิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากภาวะสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่นการหายใจ การรับประทานอาหาร หรือแม้กระทั่งการสัมผัสสารที่ร่างกายได้รับ หรือสัมผัสแล้วทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ตามมา ที่พบบ่อย ได้แก่ ไรฝุ่น ละอองเกสร หญ้า เชื้อรา อาหารบางชนิด เช่น นมวัว ไข่ แป้งสาลี ถั่วลิสง อาหารทะเล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง การสัมผัสสารระคายเคือง

“อาการของภูมิแพ้” จะเกิดตามอวัยวะต่างๆ เช่น มีผื่นที่แดงคัน , ผื่นแห้งสาก , ผื่นลมพิษคันตามผิวหนัง , คันจมูก ,  คัดจมูกน้ำมูกไหลลงคอ  , น้ำมูกไหลเรื้อรังเป็นๆหายๆ  ,จาม , กระแอม , แน่นหน้าอก, หายใจมีเสียงหวีด , ไอแห้งๆ, โรคหอบหืด , เคืองและคันตา , ตาแดง ,น้ำตาไหล , บวมรอบปาก , อาเจียน และถ่ายเหลว เป็นต้น


การรักษาโรคภูมิแพ้

- หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และสารระคายเคือง เนื่องจากการรักษาที่ดีที่สุดของโรคภูมิแพ้ คือการหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อการรักษา หรือเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการที่จะเกิดขึ้น

- การใช้ยารักษา แพทย์จะวินิจฉัยและจ่ายยาให้ผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามแต่ละระบบของอาการที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาและควบคุมอาการ เช่น ภูมิแพ้จมูกอักเสบ การรักษาหลักคือ การใช้ย่าพ่นจมูกที่มีสเตียรอยด์ ยาแก้แพ้อิสตามิน , ภูมิแพ้หอบหืด การรักษาหลักคือ ยาพ่นสูดสเตียรอยด์ ยาขยายหลอดลม ,ภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ คือการใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์และทายาลดการอักเสบที่มีหลายประเภท

- วัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ ปัจจุบันมีทั้งชนิดฉีดใต้ชั้นผิวหนังและอมใต้ลิ้น จุดประสงค์คือเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด (IgE) ซึ่งเป็นชนิดที่ต่อต้านการแพ้ โดยผู้ป่วยที่จะสามารถรับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้คือ ต้องรับการทดสอบก่อนว่าแพ้อะไรและฉีดสารสกัดที่แพ้เข้าไปทีละน้อย ค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้น เพื่อให้ร่างกายสร้างระดับภูมิคุ้มกันออกมา แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือเจ็บตัวเล็กน้อยและมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงรุนแรงในบางราย ดังนั้นวัคซีนแบบใหม่คืออมใต้ลิ้น วันละ 1 เม็ด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งวัคซีนไรฝุ่นและหญ้ามีการศึกษาว่าได้ประสิทธิภาพดีเช่นกันและผลข้างเคียงน้อยกว่า

ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีอาการแพ้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยามารับประทาน , ยาพ่นหลายรูปแบบหรือ การฉีดยา เพื่อบรรเทาอาการอักเสบเรื้อรัง, และลดอาการภูมิแพ้ที่อวัยวะต่างๆ ส่วนผู้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ ควรใช้ยาภายใต้คำสั่งหรือการแนะนำของแพทย์อยู่เสมอ นอกจากนี้การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งสารเคมี สารสังเคราะห์หรือผ่านกรรมวิธีให้น้อยที่สุด และรับประทานอาหารที่หลากหลาย  หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใสจะช่วยทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ดีขึ้น

           “การหลีกเลี่ยงหรือนำสิ่งที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ออกจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเป็นการรักษาที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้ลดอาการของโรคภูมิแพ้”


บทความโดย แพทย์หญิงสิริพร วงศ์วารี แพทย์ผู้ชำนาญการด้านกุมารเวชกรรม-ภูมิแพ้
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์
Kasemrad Call Center 1218 กด 2 ต่อต่อ 1276 , 1277 (แผนกตรวจสุขภาพ)

 


แพ็คเกจ&โปรโมชั่น